พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล (ฐิติยา รังสิตพล)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนักการเมืองสตรีชาวไทย ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ นักเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร รวมทั้งเป็นนายทหารหญิงคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในฐานะโฆษกกระทรวงกลาโหมคนแรก (ปี๒๕๓๘-ปี๒๕๔๐)ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา การหนีทหาร โดยการเสนอให้ ทหารเกณฑ์ ได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เสนอให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ใช้อำนาจตาม วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๓๙ ทำให้ทหารเกณฑ์ได้รับเบี้ยเลี้ยง เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการหนีทหาร ในอดีตมีคดีการหนีทหารของบุคคลมีชื่อเสียงในสังคมหลายคดี รวมถึงคดีหนีทหารของบุคคลทั่วไป เพราะทหารเกณฑ์ไม่มีค่าตอบแทน การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติงบประมาณหลายพันล้าน เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยทหารเกณฑ์มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย ทำให้ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลถูกนายเสนาะ เทียนทอง โจมตีว่าการที่ขออนุมัตินโยบายดังกล่าวสำเร็จเป็นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว

โฆษกกระทรวงกลาโหมคนแรก (ปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙) ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา และ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา การหนีทหาร โดยการเสนอให้ ทหารเกณฑ์ ได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เป็นผลสำเร็จในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา  สมัยรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายดังต่อไปนี้

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อความยกระดับกองทัพไทยในศตวรรษที่ ๒๑

๑) การแต่งตั้ง นายพลหญิงเพื่อความเท่าเทียมกันในสาขาวิชาชีพ เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคนแรก เมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๐ ในขณะที่พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงกลาโหม (ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐)

๒)โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการกระทรวงกลาโหม เพื่อปรับลดขนาดของข้าราชการและเพิ่มประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ ในขณะที่พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงกลาโหม (ปี พ.ศ. ๒๕๓๙-ปี๒๕๔๐) เป็นระเบียบปฏิบัติในกองทัพ จนถึงปัจจุบัน

ปี ๒๕๔๐ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลเสนอการปฏิรูประบบทหารเกณฑ์

ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เป็นนายทหารหญิงคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย

ปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๕ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เป็นผู้ดูแลการก่อตั้ง โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ศูนย์วิวัฒน์พลเมือง กระทรวงกลาโหม

ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ พรรคความหวังใหม่ ยุบมารวมกับ พรรคไทยรักไทย ตาม ม.๗๓เมื่อ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๕ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย มีเพียง ชิงชัย มงคลธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรระบบบัญชีรายชื่อ ขออยู่ฟื้นฟู พรรคความหวังใหม่/ และ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรบัญชีรายชื่อ ขอไปฟื้นฟู พรรคมวลชน/ ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรบัญชีรายชื่อ ย้ายไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์) ตามกรอบของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑

ผลงานทางการเมือง

ผลงานการเมือง

หัวหน้ากลุ่มรากหญ้าประหญ้าประชาธิปไตย ดูแลพื้นที่ กรุงเทพมหานคร

ผลงาน ในตำแหน่ง รองประธานคณะกรรมการ เขตกรุงเทพมหานครพรรคความหวังใหม่ (2541)

– รับผิดชอบการทำงานการเมืองของพรรคความหวังใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฝั่งพระนคร จำนวน 26 เขตเลือกตั้ง

– ดูแลพื้นที่เขต 13 (เขตมีนบุรี, คลองสามวา, หนองจอก, ลาดกระบัง) ซึ่งมีขนาด 1 ใน 3 ของพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้งหมด โดยการลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะทำการลอกท่อระบายน้ำ กำจัดยุง ทำความสะอาด หรือปรับปรุงถนน ในทุกชุมชนที่ร้องขอ เช่น ประสานงานกับหน่วยทหาร ปรับปรุงถนนคลองลำไผ่ คลองหนึ่ง คลองสอง คลองสี่ ฯลฯ

– ติดตามผลงานโครงการต่าง ๆ ที่นายสุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ผลักดัน ตัวอย่างเช่น โครงการปรับปรุงถนนนิมิตรใหม่ ถนนฉลองกรุง การวางท่อประปาเชื่อมต่อจากสายหลักเข้าสู่ชุมชนต่าง ๆ 400 กม. จากบางกะปิ ถึงมีนบุรี และจัดให้มีรถโดยส ารปรับอากาศ สาย 28-29 ระหว่างมีนบุรีถึงหนองจอก

– ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง โดยให้คำแนะนำ และประสานงานเกี่ยวกับการจัดตั้งชุมชน ให้ถูกต้อง ตามระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยกรรมการชุมชน พ.ศ. 2528 จนประสบผลสำเร็จ ได้แก่ หมู่บ้านร่มทิพย์ หมู่บ้านร่วมสุข หมู่บ้านเพชรไพลินวิวล์ ฯลฯ

– จัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก ให้กับประชาชนในพื้นที่เขต 13 เขตวังทองหลาง เขตสะพานสูง เขตคันนายาว เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบึงกุ่ม และเขตบางกะปิ ฯลฯ

– จัดงาน พรรคความหวังใหม่ ต้านภัยยาเสพติด เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ โครงการ รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ช่วยกันต้านยาเสพติด ที่ตลาดมีนบุรี

– สัมมนาในหัวข้อเรื่อง ความหวังใหม่ของชุมชน ให้กับประชาชนและคณะกรรมการจากชุมชนต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์ในการให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และผลประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชุมชน เมื่อมกราคม 2542

– สัมมนาในหัวข้อเรื่อง พรรคความหวังใหม่ พรรคของชาวมุสลิม ของเขตมีนบุรี คลองสามวา หนองจอก ลาดกระบัง โดยเชิญกลุ่มวาดะห์ พรรคความหวังใหม่ เมื่อกุมภาพันธ์ 2542

ในตำแหน่ง รองโฆษกพรรคความหวังใหม่ (2542)

– นำชุดแพทย์เคลื่อนที่ ให้บริการประชาชนในหมู่บ้านจัดสรร และชุมชนทุกแห่ง ที่ได้ รับการอนุมัติจากคณะกรรมการหมู่บ้านและชุมชน ในพื้นที่มีนบุรี คลองสามวา ให้นางอมริสา ตัณสถิตย์ ดูแลพื้นที่คันนายาว สะพานสูง ให้ พญ.เพชรดาว โตีะมีนา ดูแลพื้นที่หนองจอก ลาดกระบัง ส่วนพื้นที่สวนหลวง ประเวศ เริ่มดูแลเองในปี 2543 เพราะหมอที่ดูแลย้ายไป พรรคอื่น
– ประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ ในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อนำมาบรรเทาความเดือดร้อน และพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนต่าง ๆ โดยการจัดทำถนน และลานกีฬา เช่น – ปรับปรุงถนนและท่อระบายน้ำชุมชนริมคลองแสนแสบ
– ปรับปรุงทางคนเดินคอนกรีตในชุมชนนันธิสา ชุมชนหมู่ 9 แขวงทับยาว
– ปรับปรุงลานอเนกประสงค์ชุมชนหมู่บ้านอัญชลี หมู่บ้านสินธานี 2 หมู่บ้านเพชรไพลินวิวล์ หมู่บ้านจินดาทาวน์ หมู่บ้านปรีชา 11 หมู่บ้านลีลา ชุมชนมะฮัดซีรฟุ้ลอิสลาม ชุมชนมัสยิดเราะห์มาตุ้ลอิสลามียะห์ ชุมชนอันนูรอยด์ ชุมชนนูรุ้ลพัฒนา ชุมชนคู้ล่าง สร้างสรรค์ ชุมชนสุเหร่าบ้านเกาะ ชุมชนรินทร์ทอง ชุมชนศรีมีน และชุมชนซอยศาสนาหมู่ 2 ฯลฯ
– ปรับปรุงถนน ชุมชนบ้านพร้อมสูตร ชุมชนวัดใหม่ลำนกแขวก ทางเข้าวัดแสนสุขชุมชนซอยตาหวาน ชุมชนอันนูรอยด์ ชุมชนคลองตะโหนด ชุมชนหมู่ 17 และ หมู่ 18 แขวงแสนแสบ ชุมชนหลังวัดแสนสุข ชุมชนโซีะมีนร่วมพัฒนา ชุมชนแสงวิมาน ชุมชนหลงบางพลี (วัดพลมานิตย์) ชุมชนสุกกาทอง ชุมชนสุกกาทอง 2 ฯลฯ
– ปรับปรุงทางเดิน คสล. ชุมชนหลังหมู่บ้านบัวขาว, ชุมชนริมคลองสามวา ฯลฯ
– จัดหาตู้เก็บถังดับเพลิงและเครื่องดับเพลิง ชุมชนอันนูรอยด์ ชุมชนริมคลองสามวา ชุมชนคลองตะโหนด ชุมชนหมู่ 17 หมู่ 18 แขวงแสนแสบ ชุมชนนูรุ้ลพัฒนา ชุมชนหลังวัดแสนสุข ชุมชนแสงวิมาน ชุมชนคู้ล่างสร้างสรรค์ ฯลฯ
– ประสานงานกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม ในการดำเนินการปรับปรุงบ่อน้ำบาดาล ให้กับมัสยิดดารุลสลาม (คลองแปด) มัสยิดดารุสสะอาดีะห์ (คลองสี่) เจาะบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชนหมู่ที่ 5 แขวงทรายกองดิน ฯลฯ
– ร่วมหาเสียงสมาชิกสภาเทศบาลอุบลราชธานี (กลุ่มรักอุบล) ในฐานะรองโฆษกพรรคความหวังใหม่ แข่งกับทีม ส.ส.ความหวังใหม่ที่ถูกดูดไปอยู่พรรครวย ผลการเลือกตั้งได้รับชัยชนะ 23 ต่อ 1 มีความภูมิใจมาก ที่ชาวอุบลราชธานีที่เป็นถิ่นกำเนิดของมารดา ซื้อเสียงไม่ได้
– สัมมนาในหัวข้อเรื่อง ครูในฐานะ วิศวกรของสังคม ให้กับครูจากโรงเรียนต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพราะเล็งเห็นว่าครูเป็นกำลังสำคัญ ที่จะพัฒนาอนาคตของประเทศ ตุลาคม 2542
– สัมมนาในหัวข้อเรื่อง ความหวังใหม่กับชาวมุสลิม โดยเชิญ อ.วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภามาให้ความรู้กับผู้นำทางศาสนา ในเขตสะพานสูง เขตคันนายาว เขตสวนหลวง เขตประเวศ พฤศจิกายน 2542
– ร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อเรื่อง ผู้หญิงกับการเมืองของกลุ่มสตรีเอเชียแปซิฟิก ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อตุลาคม 2542
– สัมมนาในหัวข้อเรื่อง ผู้สูงอายุ ในฐานะวิศวกรการเมือง ให้กับผู้สูงอายุ ณ จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนกิจกรรมระหว่างผู้สูงอายุ และยังกระตุ้น ให้นำเอาประสบการณ์ไปช่วยพัฒนาชุมชนที่อาศัยอยู่ กุมภาพันธ์ 2543
– จัดงานพรรคความหวังใหม่พบประชาชน โดยเชิญหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 มีผู้เข้าร่วมประมาณ 15,000 คน ในเขตมีนบุรี
– ร่วมประชุมสัมมนาในหัวข้อเรื่อง ผู้หญิงกับการเมือง ของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาหญิง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อกุมภาพันธ์ 2543

ในตำแหน่ง รองเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ (2543)

– ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในเขตกรุงเทพฝั่งตะวันออก และคัดเลือกผู้ลงสมัครในแต่ละพื้นที่จำนวน 26 เขต เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการของพรรค
– ชี้แจงความจริง กรณีแผนแม่บทของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และโครงการรถไฟฟ้ามหานคร (รถไฟฟ้าใต้ดิน) โดยการจัดทำแผ่นพับเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้กับชาวกรุงเทพมหานคร กรกฎาคม 2543
– จัดการสัมมนาในหัวข้อเรื่อง ความปลอดภัยในวัยศึกษา เพื่อหามาตรการในการป้องกันภัยอันตรายที่อาจจะเกิดกับเด็กนักเรียน โดยประสานงานกับหน่วยราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สิงหาคม 2543
– จัดงานเดินต้านภัยยาเส พติดเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ณ บริเวณหน้าสำนักงานเขตส วนหลวง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนและเยาวชน หันมาร่วมมือร่วมใจป้องกันภัยยาเส พติด กันยายน 2543
– สนับสนุนให้ชุมชนมีการรวมตัวอย่างเข้มแข็งและมีกิจกรรมร่วมกัน โดยจัดงบประมาณจาก มูลนิธิปฏิรูปการศึกษาและสังคม ที่เป็นประธาน เช่น การจัดมอบอุปกรณ์ดับเพลิงให้กับชุมชนภูมิสุข การจัดเลี้ยงไอศกรีมให้กับเด็กทุกชุมชน นักเรียนทุกโรงเรียนในเขตสวนหลวงและประเวศ การจัดมอบถังขยะให้กับชุมชนดาราฉาย ชุมชนพัฒนาริมคลองบ้านป่า การจัดมอบวัสดุเพื่อใช้ก่อสร้างบันไดทางขึ้นศูนย์ป้องปรามยาเสพติด ชุมชนหัวป่า-ยาใจ-สะและน้อยฯ การจัดมอบเครื่องเล่นเด็กเล็ก ที่ชุมชนโรงหวาย ชุมชนโรงถ่าน รร.นาคนาวาอุปถัมภ์ เป็นต้น
– เก็บข้อมูลโรงเรียนในฝัน และชุมชนในฝัน เขตสวนหลวง – ประเวศ ทั้งหมด เพื่อเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนเขตสวนหลวง – ประเวศ จะได้มีข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาทันที พฤษภาคม – กรกฎาคม 2543
– มอบวัสดุเพื่อปรับปรุงถนนหลังสถานีรถไฟหัวหมาก โดยประสานขอรับการสนับสนุนแรงงานจากหน่วยทหาร
– มอบข้าวสาร 300 กระสอบ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย น้ำท่วม ร่วมกับไทยรัฐ กันยายน 2543
– จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน เช่น การจัดทัศนศึกษาสำหรับชมรมผู้สูงอายุพื้นที่สวนหลวง ประเวศ ฯลฯ ตุลาคม 2543
– จัดการบรรยายในหัวข้อ พรรคความหวังใหม่พรรคของชาวมุสลิม โดยเชิญหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ เป็นผู้บรรยาย ณ มัสยิดอัลเอีียะติซอม เขตสวนหลวง ตุลาคม 2543
– จัดงานสัมมนาการศึกษาไทยหลังปี 2000 เขตสวนหลวง เขตประเวศ ตุลาคม 2543
– สนับสนุนให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬา เพื่อเป็นการป้องกันปัญหายาเสพติดอีกทางหนึ่ง โดยการมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับทุกโรงเรียน และทุกชุมชนในเขตสวนหลวง และแขวงประเวศ ตุลาคม 2543
– ประสานงานระหว่าง 2 หน่วยงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกรุงเทพมหานครเพื่อทำสวนสาธารณะบนพื้นที่ของเอกชน 37 ไร่ บริเวณสี่แยกพัฒนาการ ตุลาคม 2543

โฆษกกระทรวงกลาโหม (รัฐบาลนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ๒๕๓๘-๒๕๓๙ ) และ (รัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ๒๕๓๙-๒๕๔๐) เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพ ประชาชน และ กองทัพของนานาอารยประเทศ

การปฏิบัติงานเพื่อความสัมพันธ์อันดี ระหว่างกองทัพ และ ประชาชนในประเทศ ลงเรือท้องแบนของกองทัพเรือ มอบชุดบรรเทาทุกข์ ให้พี่ น้อง ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คลองชักพระ คลองบางกอกน้อย บริเวณฝั่งธนบุรี ปทุมธานี และจังหวัดนนทบุรี หน่วยทหารที่ประสบภัยน้ำท่วม และ อื่นๆ ในปี 2538

ต่างประเทศ

-คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเยี่ยมคารวะพลเอก ซอ หม่อง และ พลโท ขิ่น ยุ้น ณ สหภาพพม่า ในกันยายน 2538

-คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีร่วม ทั้ง 2 ท่าน ณ ประเทศกัมพูชา ประชาธิปไตย ในกันยายน 2538 -คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเยี่ยมคารวะประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ในตุลาคม 2538

-คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปเยี่ยมคารวะนายก รัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ณ ประเทศสิงคโปร์ ในมีนาคม 2539

ผลงาน

1.ทหารเกณฑ์ได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่าค่าแรงขั้นต่ำ 2538

2.การแต่งตั้งนายพลหญิงเพื่อความเสมอภาคในอาชีพ 2540

3.โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ของข้าราชการกระทรวงกลาโหม 2540

4.เป็นผู้แทนคณะนายทหารหลักสูตรข่าวกรองยุทธศาสตร์ เข้าเยี่ยมคารวะเจ้ากรมข่าวทหารอินโดนีเซีย ในมีนาคม 2540

5.ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนเข้าใจถึงความจำเป็น ที่ทหารต้องจัดหาดาวเทียมไว้ใช้ในกิจการทางทหาร เพื่อที่จะสังเกตการณ์ ได้ครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางเมตรของประเทศไทย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ภายหลังกองทัพจำเป็นต้องเช่า ช่องดาวเทียมทหารของประเทศอื่นแทน โดยจับภาพได้เพียง 900 ตารางเมตร และโคจรผ่านเพียงแค่เดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ไม่สามารถมองเห็น การวางกับระเบิด ไฟไหม้ป่า หรือเส้นทางลำเลียงของขบวนการค้ายาเสพติด

โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน และระบบขนส่งมวลชน

โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน และระบบขนส่งมวลชน ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร เป็นปัญหาที่สร้างความสูญเสียทางด้าน เศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติในแต่ละปีนับเป็นมูลค่ามหาศาล จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องหาวิธีการแก้ไขโดยเร่งด่วน

การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้เริ่มโครงการ “โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน” ระยะทาง 304.4 กม. เมื่อรวมกับระบบขนส่งมวลชนตามแผนแม่บทของรัฐบาลจะมีระยะทางประมาณ 300 กม. เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดให้ลุล่วง ไปโดยเร็ว โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน การทางพิเศษฯ ได้กำหนดนโยบายที่จะดำเนินการก่อสร้าง โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน ระยะทางประมาณ 304.4 กิโลเมตร (ซึ่งรวมถึงทางด่วนขั้นที่ 1 และ ขั้นที่ 2 ที่ก่อสร้างบางส่วนไปแล้ว) ให้เสร็จสิ้นภายใน 5 ปีดังนี้

1. ทางด่วนขั้นที่ 1 ระยะทาง 27.1 กม. แล้วเสร็จปี 2530

2. ทางด่วนขั้นที่ 2 – ส่วน A (ถนนรัชดาภิเษก – ถนนพระรามที่ 9) และส่วน C (ถนนแจ้งวัฒนะ – ถนนรัชดาภิเษก) ระยะทาง 20.4 กม. แล้วเสร็จปี 2536 – ส่วน B เฉพาะสายหลัก (จากโรงกรองน้ำสามเสน-บางโคล่) ระยะทาง 9.4 กม. กำหนดแล้วเสร็จปี 2539

3. ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ – ช่วงถนนรามอินทรา-ถนนพระรามที่ 9 ระยะทาง 11.9 กม. กำหนดแล้วเสร็จ ประมาณต้นปี 2539 – ช่วงถนนพระรามที่ 9-อาจณรงค์ ระยะทาง 6.8 กม. กำหนดแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2539 ่โครงการทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2532 อนุมัติให้การพิเศษฯ ก่อสร้างและบริหารงานโครงการเอง โดยก่อสร้างทางด่วนยกระดับ จากรามอินทรา-อาจณรงค์ ระยะทางรวม 18.7 กม. และเวนคืนที่ดินเผื่อไว้สำหรับก่อสร้างถนน ของกรุงเทพมหานครได้ในภายหลัง โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด

โครงข่ายเบื้องต้นของระบบทางด่วน และระบบขนส่งมวลชน

โครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติม สำหรับทางด่วนขั้นที่ 1 คณะกรรมการการทางพิเศษฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2536 ให้การทางพิเศษฯ เร่งดำเนินการปรับปรุงทางขึ้น -ลง ทางด่วนขั้นที่ 1 ในทุกจุดที่มีปัญหาการจราจรติดขัดโดยด่วน โดยอาจดำเนินการในลักษณะจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey) และได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537 เห็นชอบให้การทางพิเศษฯ ดำเนินโครงการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงเพิ่มเติม สำหรับทางด่วนขั้นที่ 1 บริเวณถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท และบริเวณทางแยกต่างระดับคลองเตย โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณค่าก่อสร้างทั้งหมด และหากรัฐบาลไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้การทางพิเศษฯได้ ก็ให้การทางพิเศษฯ กู้เงินไปก่อนโดยรัฐบาล จะเป็นผู้รับภาระเงินต้นและดอกเบี้ย และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนต่อไป

และเมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการดำเนินโครงการดังกล่าว ตลอดจนวงเงินที่รัฐบาลให้การสนับสนุนแล้วให้การทางพิเศษฯ ทำการว่าจ้างบริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับจ้างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขทางขึ้น-ลงบริเวณดังกล่าว ในวงเงิน 1,852.75 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้การทางพิเศษฯ ส่งร่างสัญญาว่าจ้าง ให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจพิจารณาก่อนการลงนาม ในสัญญากับผู้รับจ้างต่อไป

รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ การทางพิเศษฯ มีรายได้จากค่าผ่านทางพิเศษในรอบปี 2536 รวม 2,127.70 ล้านบาท เมื่อหักส่วนแบ่งของบริษัทร่วมลงทุน 199.02 ล้านบาทแล้ว เหลือเป็นรายได้จากการดำเนินงาน 1,928.05 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายได้อื่นอีก 121.68 ล้านบาท ซึ่งได้แก่รายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร 92.18 ล้านบาท และรายได้ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานในปีนี้เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 42.99

การทางพิเศษฯ มีรายจ่ายในการดำเนินงานรวม 1,000.62 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล 272.81 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายสำนักงาน 168.55 ล้านบาท ค่าดอกเบี้ยจ่าย 213.49 ล้านบาท ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 191.55 ล้านบาท และค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน 154.21 ล้านบาท รายจ่ายในปีนี้เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 10.93 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มของผลขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ผลการดำเนินงาน การทางพิเศษฯ มีกำไรสุทธิ 1,049.11 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 4 ซึ่งการทางพิเศษฯ จะจัดสรรกำไรนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน 367.20 ล้านบาท และสำรองเพื่อการลงทุน 528.80 ล้านบาท ในปีงบประมาณต่อไป

ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน การเปิดให้บริการทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A และ C1 เนื่องจากบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด ได้ดำเนินการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน A และ C1 (ช่วงถนนแจ้งวัฒนะ – ถนนพระรามที่ 9) แล้วเสร็จทางกายภาพและสามารถเปิดใช้งานได้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2536 แต่บริษัทฯ ยังไม่ยอมให้เปิดใช้งาน ทำให้ประชาชนซึ่งประสบปัญหาการจราจรถึงขั้นวิกฤต ได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง การทางพิเศษฯ จึงได้นำเรื่องฟ้องศาล เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2536 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัย และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาให้บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด เปิดทางด่วนขั้นที่ 2 เพื่อการจราจร

ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้บริษัทฯ มีหนังสือแจ้งวิศวกรอิสระว่า ทางด่วนขั้นที่ 2 ก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถเปิดใช้บริการได้ มิฉะนั้นให้ถือคำพิพากษา เป็นการแสดงเจตนา ศาลตัดสินให้ เปิด พื้นที่ส่วนเอ เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 เป็นเส้นทางระหว่างถนนรัชดาภิเษกบริเวณถนนประชาชื่น ถึงถนนพระราม 9 มีความยาวประมาณ 12.4 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้นจากถนนรัชดาภิเษกลงมาทางใต้ ตัดผ่านเส้นทางรถไฟสายเหนือย่านคลังสินค้าพหลโยธินขนานกับถนนพระราม 6 ตัดผ่านถนนประดิพัทธ์ ถนนราชวิถี และมาเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนบีที่บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท แนวสายทางตะวันออก เชื่อมต่อทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) บริเวณต่างระดับมักกะสัน ตัดผ่านถนนรัชดาภิเษก และสิ้นสุดที่ถนนพระราม9 พื้นที่ส่วนบี เปิดให้บริการ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2539 เป็นเส้นทางระหว่างโรงกรองน้ำสามเสนถึงบางโคล่ ต่อจากพื้นที่ส่วนเอ บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท ลงไปทางใต้เชื่อมต่อทางพิเศษเฉลิมมหานครบริเวณทางแยกต่างระดับบางโคล่ รวมระยะทางประมาณ 9.4 กิโลเมตร ก่อให้เกิดพื้นที่วงแหวนใจกลางเมือง ช่วยแบ่งเบาปัญหาการจราจรบริเวณ สาทร สีลม สุรวงศ์ และหัวลำโพง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมืองได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ส่วน C เปิดให้บริการพร้อมพื้นที่ ส่วนเอ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 เป็นเส้นทางนอกเขตเมืองต่อจากพื้นที่ส่วนเอ ที่ถนนรัชดาภิเษกบริเวณถนนประชาชื่นขึ้นไปทางเหนือจนถึง ถนนแจ้งวัฒนะ ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร โดยต่อเชื่อมกับทางพิเศษอุดรรัถยาโดยเพื่อไปบางปะอิน จ.อยุธยา

https://expressway.bemplc.co.th/ExpresswayProject-Detail?id=1

ยกรายได้ทั้งหมดให้ แจ้งวัฒนะบางพูนบางไทร เปลี่ยนชื่อเป็น ปากเกร็ด บางปะอิน ปัจจุบันชื่ออุดรรัถยา คาดว่าน่าจะยกรายได้ให้

http://kasetsartjournal.ku.ac.th/kuj_files/2008/A080408132104.pdf

ในยุคสร้างโดยไม่ประมูลของทางด่วนสายนี้ ที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน

นโยบายทางการเมืองปี ๒๕๔๓

นโยบายทางการเมืองปี ๒๕๔๓

(1) มาตรฐานการศึกษาต้องแก้ไขก่อน ตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาของนายสุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นที่มาของพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน

– จะดำเนินนโยบายใต้ปรัชญา ให้เด็กรู้จักตัวเองเพื่อรู้จักโลกและก้าวหน้าทันโลก

– ไม่เลือกเด็กมาพัฒนา แต่ต้องพัฒนาเด็กโดยไม่คัดเลือก

– สนับสนุนและยกย่องครูเป็น “วิศวกรสังคม” เพราะครูคือ พื้นฐานของการสร้างสังคมที่ดี

– สร้างเครือข่ายศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตามสถานที่ราชการ และเอกชน เพื่อเด็กจะได้อยู่ใกล้ผู้ปกครอง

– สนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานฟรี 12 ปี

– สนับสนุนให้เด็กนักเรียน เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน และส่งเสริมให้โรงเรียนรับเด็กในพื้นที่ รัศมีที่กำหนดรอบทั้งหมดที่ต้องการเข้าโรงเรียนนั้น(รวมถึงเด็กพิการ และเด็กที่ไม่มีทะเบียน) เพื่อลดปัญหาเด็กเร่ร่อน

– ส่งเสริมให้โรงเรียน เป็นที่สันทนาการและเล่นกีฬาในชุมชนเพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ ผู้ปกครอง และเด็ก มีความใกล้ชิดและมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

– ส่งเสริมโรงเรียนสังกัด กรุงเทพมหานคร ให้ได้มาตรฐานเป็นโรงเรียนสาธิต กรุงเทพมหานครเพื่อเด็กจะได้เลือกเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน

– ส่งเสริมโรงเรียนขยายโอกาสให้เป็นมัธยมแบบผสม ให้โอกาสเลือกเรียนตามความถนัด

– ส่งเสริมด้านการศาสนาและคุณธรรมด้วยโครงการ บ้าน มัสยิด หรือ วัด และ โรงเรียน เพื่อลดช่องว่างระหว่าง 3 สถาบันหลักที่อยู่รอบตัวเด็ก

– ส่งเสริมการจัดตั้ง วิทยาลัยเกษตร และเทคโนโลยี (มุสลิม) ในเขตหนองจอก

(2) บ้านจัดสรรไม่เดือดร้อน กระจายอำนาจและงบประมานให้อบต. ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องกระจายงบประมาณให้กับชุมชนจัดสรรเช่นเดียวกัน

– ส่งเสริมให้จัดตั้งเป็นชุมชนจัดสรรตามระเบียบกรุงเทพมหานคร เพื่อจะได้รับการดูแลจากกรุงเทพมหานครอย่างทั่วถึง

– กระจายงบประมาณให้ ชุมชนบ้านจัดสรรได้บริหารงานเอง เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเองทั้งด้านสาธารณูปโภค และการจัดตั้งศูนย์บริการต่างๆ ตามความต้องการ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์สุขภาพ ศูนย์ส่งเสริมอาชีพหรือศูนย์สุขภาพ และศูนย์รักษาความปลอดภัย ฯลฯ

– ให้ชุมชนบ้านจัดสรร ร่วมออกกฏระเบียบ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดการประสนงานที่ดี

– สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนบ้านจัดสรร ในการบริหารโครงการของกรุงเทพมหานคร

(3) จราจรไม่ติดขัด วัตถุประสงค์ จะทำให้การเดินทางจากชานเมืองเข้าเมือง ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30 นาที

– สนับสนุนโครงการรถขนคนและถนนขนรถ ของ คุณพ่อ สุขวิช รังสิตพล ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยคนที่ ๕ และ ประธานองค์การรถไฟฟ้ามหานครคนที่ ๓

1. ทำตามแผนแม่บทรถไฟฟ้าใต้ดิน ปี 2537 สมัยที่นายสุขวิช รังสิตพล เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร (2536-2537) และ รองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลชวน 1 (ปี 2537) ได้วางนโยบายไว้ตามโครงการปี 2538 – 2544 (ปี 2536 – 2537) ที่ล่าช้าให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น

2. ทำตามแผนแม่บทการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปี 2536 ที่นายสุขวิช รังสิตพล สมัยเป็นผู้ว่าการการทางพิเศษ (2536 – 2537) มีโครงการทางด่วน 300 กม. เป็นเครือข่ายใยแมงมุมาตามโครงการ ปี 2536 – 2541 ที่ล่าช้าให้เสร็จเร็วขึ้น (สำหรับระบบขนรถและรถขนคนเสร็จล่าช้านั้น เพราะในช่วงปี 2538 มีความเห็นขัดแย้ง เรื่องการแก้ไขปัญหาจราจร ทำให้โครงการในหน่วยงานต่างๆชะงัก และบางโครงการถึงกับต้องยกเลิก เช่น โฮปเวลล์ ฯลฯ)

– สร้างถนนกรุงเทพมหานคร และกรมทางหลวง รองรับระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน และทางด่วน เป็นเครือข่ายทั่วกรุงเทพมหานคร ตลอดจนสร้างสะพารข้ามทางแยก แบบเดียวกับสะพานลอยไทย

– เบลเยี่ยม ที่บริเวณสี่แยกพัฒนาการ ติดกับศรีนครินทร์ อ่อนนุชติดกับศรีนครินทร์ อ่อนนุชกับปุณวิถี แยกรามอินทราตัดกับถนนสุขาภิบาล 1 ฯลฯ

– จัดสถานที่จอดรถแท๊กซี่ให้มีเบอร์เรียกรถแท๊กซี่ โดยรัฐ จะประสานกับองค์การโทรศัพท์และออกค่าใช้จ่ายเองเพื่อประชาชน

– จัดตลาดนัดเคลื่อนที่ทั่วทุกเขต โดยร่วมมือกับเอกชน เพื่อกระจายสินค้าราคาถูกและบรรเทาปัญหาจราจร

(4) ชุมชนแออัดมีทางแก้ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ชุมชนแออัดได้รับงบประมาณ ชุมชนละ 1 ล้านต่อปีทุกชุมชน เช่นเดียวกับที่กำลังมีการดำเนินการในชนบทตามรัฐธรรมนูญ ข้อ 198 และ 199 ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (๒๕๔๐)

– ได้บริหารโครงการร่วมกับกรุงเทพมหานครเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนภายใต้โครงการ “สังคมน่าอยู่ ชุมชนต้องเข้มแข็ง ประชาชนต้องร่วมแรง รัฐต้องอุ้มชู” เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์สุขภาพ ตำรวจชุมชน ชมรมผู้สูงอายุหรือโครงการอื่นๆ ตามความต้องการของชุมชนให้ครบทุกแห่ง

– ให้ชุมชนแออัดร่วมออกกฏระเบียบ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

– ส่งเสริมให้มีการปกครองตนเองลักษณะเดียวกับ อบต. ในทุกชุมชน

– ส่งเสริมให้ชุมชนในเขตปริมณฑลมีศักยภาพในด้านการผลิตระดับครัวเรือน เช่น ผลิตอาหารสากลเพื่อส่งออก

– ส่งเสริมการฝึกอาชีพเคลื่อนที่ ให้บริการถึงชุมชน

(5) เศรษฐกิจแย่ต้องแก้ไขด้วยการท่องเที่ยว วัตถุประสงค์ เพื่อนำรายได้จากกระเป๋านักท่องเที่ยว มาสู่กระเป๋าประชาชน เป็นอีกหนทางเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

– ส่งเสริมให้ชุมชนต่างๆ อนุรักษ์วัฒนธรรม เช่น ชุมชนมุสลิม ชุมชนจีน ชุมชนพื้นเมืองทุกภาค ชุมชนไทยดั้งเดิม และ ชุมชนมอญและรายได้จากการแสดงหรือการขายของที่ระลึกจะได้รับการลดหย่อนภาษี – สร้างสาธารณูปโภค เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดริมฝั่งแม่น้ำ

– ส่งเสริมให้ โรงแรมต่าง ๆ ใช้วัฒนธรรมไทยในการให้บริการนักท่องเที่ยว

– สนับสนุนให้เรียนภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว

– จัดทัวร์พานักท่องเที่ยวต่างประเทศ ชมวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวชุมชนแออัด เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน

– สร้างเครือข่ายระหว่างตำรวจท่องเที่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและที่พักแรมของเอกชน เพื่อรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

– ส่งเสริมการจัดตั้ง วิทยาลัยการโรงแรมและการท่องเที่ยวแบบไทย เช่น ในจังหวัดอุดรธานี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ (สร้างปี พ.ศ. 2540 – 2541)

(6) บ้านเมืองเขียวสิ่งแวดล้อมดี

– ยกเลิกการใช้ความหนาแน่นของประชากร เป็นตัวกำหนดงบประมาณ โดยกระจายงบประมาณในการจัดสร้างสาธารณูปโภค ไปยังพื้นที่ต่างๆ เท่าเทียมกัน

– จัดระบบเก็บและทำลายขยะ ที่ไม่แพร่กระจายหมอกควันและพิษ

– กำหนดผังเมืองให้มีองค์ประกอบของพื้นที่สีเขียว พื้นที่อยู่อาศัย และ พื้นที่อุตสาหกรรม อย่างสมดุล – ปรับปรุงลำคลอง และ แม่น้ำ ต่างๆทั่วประเทศ ให้สะอาดสวยงาม

– ขยายการให้บริการ โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข

– จัดสร้างสวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมทั่วทุกพื้นที่

(7) ไม่มียาเสพติด

– จะช่วยผู้ติดยาเสพติด โดยบำบัดรักษาอย่างเพียงพอโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

– ร่วมมือกับตำรวจ โดยการตั้งกองทุนปราบยาเสพติด

– สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด และหน่วยงานของรัฐ (สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด)

โดยตั้งกองทุนปราบปรามยาเสพติด โดยให้ผู้เสพคือผู้ป่วย ดิฉัน คิดว่าคนไทย ในทศวรรษใหม่นี้ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยมิตรภาพระหว่างคนกับคน ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมอันนี้เป็นบรมธรรม การไปเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งจะทำให้การกระทำผิดพลาด เพราะมันเป็นมัจฉาทิฐิ เช่น ขณะนี้โลกเอาเงินเป็นตัวตั้งคนวิ่งเข้าหาเงิน แล้วทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ดังนั้น ต้องเปลี่ยนจุดมุ่งหมายใหม่ คือการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณธรรม

ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นวัฒนธรรม เราจะต้องเอาวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน วัฒนธรรมนั้น คือ วิถีชีวิตที่จะอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีทั้ง เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และจิตวิญญาณ ถ้าเราไปหวังทางด้านเศรษฐกิจจะเป็นการแบ่ง ส่วนคนเพื่อเงิน โครงสร้างในสังคมขณะนี้เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเรามีทัศนะใหม่ มีจิตสำนึกใหม่ มีจุดมุ่งหมายใหม่ ของการอยู่ร่วมกัน ตัวโครงสร้างต้องปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างอำนาจเงินไปเป็นโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กัน คือ ความเป็นชุมชน

ซึ่งเรื่องประชาสังคมสิ่งต่างๆนี้ คือโครงสร้างทางศีลธรรมและจะก่อให้เกิด ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามมา โดยการบริหารที่นำเอาความฉลาดของภูมิปัญญาท้องถิ่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน และวัฒนธรรมไทยเข้ามาใช้ การบริหารงานของรัฐบาล ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญต่อชุมชนไม่ใช่ดูถูกเอกลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะของชุมชน โดยพยายามเอาแบบแผนการพัฒนาจากส่วนกลางไปกำหนด และในที่สุดก็จะทำลายลักษณะเฉพาะของแต่ละชุมชนนั้น

ดิฉันจึงคิดว่าต้องกระจายอำนาจสู่ชุมชน โดยการกระจายงบประมาณลงไปยังชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนคิดกันเองว่า ชุมชนต้องการอะไร เช่น บางชุมชนต้องการศูนย์ปราบปรามยาเสพติด บางชุมชนต้องการศูนย์เด็กเล็ก บางชุมชนต้องการศูนย์สุขภาพ บางชุมชนต้องการศูนย์ส่งเสริมอาชีพ หรือบางชุมชน อาจต้องการศูนย์รักษาความปลอดภัย เพื่อการคิดและสร้างสรรสิ่งที่ดีโดยคนในชุมชน โดยมีรัฐบาลสนับสนุน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ระบบชุมชนเข้มแข็งจะช่วยส่งเสริมระบอบรัฐสภาให้เข้มแข็ง โดยแสดงบทบาทกำหนดรูปธรรม ของการพัฒนารูปธรรมตามความต้องการของชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างเป็นจริง และสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมนักการเมืองที่ทำการเมือง เพื่อปกป้องธุรกิจของตนและพวกพ้อง และจะพัฒนาเป็นกระบวนการแห่งการอยู่ร่วมกัน พึ่งพากันของมนุษย์ในสังคมและในธรรมชาติอย่างสันติสุข

ประวัติ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล

ประวัติ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล

เกิดเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๙ มีชื่อเล่นว่า ปราง เป็นบุตรีของ ฯพณฯ นายสุขวิช รังสิตพล อดีตผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), อดีตรองนายกรัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

มีมารดา นางผิวผ่อง ณรงค์เดช รังสิตพล เป็นชาวอุบลราชธานี เป็นน้องสาวของประสิทธิ์ ณรงค์เดชอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร จังหวัดอุบลราชธานี,เกษม ณรงค์เดช และ พี่สาวของ ดวงใจ สุวรรณมาศ ภักดีภูมิ ภรรยา พลตำรวจเอกโกวิท ภักดีภูมิ มีน้องสาวและน้องชายอย่างละ1คนคือ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง นาวาตรีหญิง ฐิติพร รังสิตพล สุวัฒนะพงศ์เชฏ มีชื่อเล่นว่า อาจารย์ประจำภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี สมรสกับ นายแพทย์สุบรรณ สุวัฒนะพงศ์เชฎ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท นาย ณัฐพล รังสิตพล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล สมรสกับ นาย สิทธินันท์ มานิตกุล

การศึกษา

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลเริ่มการศึกษาในสถานศึกษาตามลำดับดังต่อไปนี้ โรงเรียนอนุบาลบ้านเด็ก โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน (สอบเทียบ) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี จาก คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด University of Colorado at Boulder บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยดัลลัส University of Dallas

การรับราชการทหาร

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล รับราชการทหารในตำแหน่งตามลำดับคือ

พ.ศ.  ๒๕๓๑-๒๕๓๒ ร้อยตรี – ร้อยโท แผนกทูตทหาร กองวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด

พ.ศ. ๒๕๓๒-๒๕๓๙ ร้อยเอก – พันตรีกองการฑูตฝ่ายทหารต่างประเทศ สำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด

พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๐ โฆษกกระทรวงกลาโหมคนแรก รัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา และ นายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากราชการทหาร ๒๕๓๙

การทำงานการเมือง

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลดำรงตำแหน่งในทางการเมืองตามลำดับคือ

รองโฆษกพรรคความหวังใหม่ พ.ศ.๒๕๔๐ รองเลขาธิการ พรรคความหวังใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๔ สังกัดพรรคความหวังใหม่ ได้รับตำแหน่งเป็น กรรมาธิการทหาร กรรมาธิการสิทธิเด็ก สตรี และเยาวชน สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๔๕ พรรคความหวังใหม่ ได้ยุบพรรคเข้ารวมกับพรรคไทยรักไทย พ.ท.หญิงฐิฏา จึงย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ใน พ.ศ.๒๕๔๕ ได้รับตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมาธิการ กิจการสภา และ กรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฏร พ.ศ.๒๕๔๗ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ผลงานขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือเสนอระเบียบปฏิบัติพรรค ในการการหักเงินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร แบบไม่แบ่งเขต เป็นระเบียบบังคับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อความเสมอภาค ระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 ประเภท พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลมีผลงานที่สำคัญอาทิ การรณรงค์ให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนนิติบุคคลรวมทั้ง สอนภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เช่นเดียวกับโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๘ ตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพลการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งคือ ต้นแบบของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒

นอกจากภารกิจหลักในด้านความมั่นคงทั้งภายนอก และภายใน ที่กระทรวงกลาโหมดูแลและป้องกันประเทศแล้ว ในยามประเทศชาติว่างเว้นจากศึกสงครามนอกจากการฝึกและการเตรียมความพร้อม ทหารยังมีภาระกิจรองที่ดูแลพี่น้องประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ ภัยธรรมชาติ และภัยจากยาเสพติด โครงการหนึ่งที่กระทรวงกลาโหมดำเนินการร่วมกับกรมราชทัณฑ์คือโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองที่นำนักโทษในคดียาเสพติดไม่ร้ายแรงเข้าอบรมวิชาชีพ นักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองจะได้รับการอบรมวิชาชีพเพื่อให้โอกาสในชีวิตอีกครั้ง นักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองส่วนใหญ่หันไปประกอบอาชีพสุจริตและไม่หันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ปัจจุบันโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองดำเนินการมาเป็นปีที่ ๑๗ มีการต่อยอดขยายเป็นโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมดูแลเรียกว่า วิทยาลัยลูกผู้ชาย และ โรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลเป็นผู้ดูแลการก่อตั้งโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองในค่ายทหารทั่วประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

พ.ศ. ๒๕๔๔- Order of the White Elephant – 2nd Class (Thailand) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 2 ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)

พ.ศ.๒๕๔๕ – Order of the Crown of Thailand – 1st Class (Thailand) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย

พ.ศ.๒๕๔๗ – Order of the White Elephant – 1st Class (Thailand) เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น 1 ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.)

ฐิฎา รังสิตพล มานิตกุล

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล (ฐิติยา รังสิตพล)

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนักการเมืองสตรีชาวไทย ได้รับเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๔ นักเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร รวมทั้งเป็นนายทหารหญิงคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ในฐานะโฆษกกระทรวงกลาโหมคนแรก (ปี๒๕๓๘-ปี๒๕๔๐)ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา การหนีทหาร โดยการเสนอให้ ทหารเกณฑ์ ได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ

พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เสนอให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ใช้อำนาจตาม วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๓๙ ทำให้ทหารเกณฑ์ได้รับเบี้ยเลี้ยง เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการหนีทหาร ในอดีตมีคดีการหนีทหารของบุคคลมีชื่อเสียงในสังคมหลายคดี รวมถึงคดีหนีทหารของบุคคลทั่วไป เพราะทหารเกณฑ์ไม่มีค่าตอบแทน การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอนุมัติงบประมาณหลายพันล้าน เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยทหารเกณฑ์มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย ทำให้ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลถูกนายเสนาะ เทียนทอง โจมตีว่าการที่ขออนุมัตินโยบายดังกล่าวสำเร็จเป็นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัว

โฆษกกระทรวงกลาโหมคนแรก (ปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๓๙) ในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา และ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา การหนีทหาร โดยการเสนอให้ ทหารเกณฑ์ ได้รับเบี้ยเลี้ยงเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เป็นผลสำเร็จในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา  สมัยรัฐบาล พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธประสบความสำเร็จในการผลักดันนโยบายดังต่อไปนี้

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เพื่อความยกระดับกองทัพไทยในศตวรรษที่ ๒๑

๑) การแต่งตั้ง นายพลหญิงเพื่อความเท่าเทียมกันในสาขาวิชาชีพ เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ ท่านผู้หญิงอภิรดี ยิ่งเจริญ ได้รับการแต่งตั้งเป็นคนแรก เมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๐ ในขณะที่พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงกลาโหม (ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ – ๒๕๔๐)

๒)โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการกระทรวงกลาโหม เพื่อปรับลดขนาดของข้าราชการและเพิ่มประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ ในขณะที่พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลดำรงตำแหน่งโฆษกกระทรวงกลาโหม (ปี พ.ศ. ๒๕๓๙-ปี๒๕๔๐) เป็นระเบียบปฏิบัติในกองทัพ จนถึงปัจจุบัน

ปี ๒๕๔๐ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลเสนอการปฏิรูประบบทหารเกณฑ์

ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เป็นนายทหารหญิงคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย

ปี พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๕ พันโทหญิง ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุล เป็นผู้ดูแลการก่อตั้ง โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ศูนย์วิวัฒน์พลเมือง กระทรวงกลาโหม

ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ พรรคความหวังใหม่ ยุบมารวมกับ พรรคไทยรักไทย ตาม ม.๗๓เมื่อ ๒๒ มีนาคม ๒๕๔๕ (สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อ ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย มีเพียง ชิงชัย มงคลธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรระบบบัญชีรายชื่อ ขออยู่ฟื้นฟู พรรคความหวังใหม่/ และ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรบัญชีรายชื่อ ขอไปฟื้นฟู พรรคมวลชน/ ฐิฏา รังสิตพล มานิตกุลสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรบัญชีรายชื่อ ย้ายไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์) ตามกรอบของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑